ความหมายของผ้าซิ่นลายแตงโม หรือลายชะโด

ผู้หญิงไททรงดำในชีวิตประจำวันจะนุ่ง “ซิ่นลายแตงโม” หรือ “ลายชะโด”  ลักษณะเฉพาะของผ้าลายแตงโมจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ


             
              ส่วนที่ 1
คือ “หัวซิ่น” จะเป็นสีครามเข้มเกือบดำไม่มีลวดลาย กว้างประมาณ 30 เซนติเมตร

             ส่วนที่ 2 คือ “ตัวซิ่น” จะเป็นลายโดยใช้เทคนิคการทอขัด แต่พิเศษที่ว่าเป็นฝ้ายแกมไหม คือ ใช้ไหมสีแดงเป็นเส้นยืน (พบทั้งเส้นฝ้ายและเส้นไหม) ทอเส้นพุ่งด้วยฝ้ายสีครามเข้มเกือบดำทอสลับสีฟ้าอ่อนเป็นทางเล็ก ๆ หรือเป็นริ้วขนาดเล็กคล้ายลายบนผลแตงโม ลวดลายเส้นคู่ติดกัน เรียกว่า “ลายตาหมู่” หรือ “ตาคู่” ซึ่งหมายถึง การอพยพมาพร้อมกัน เส้นคู่ที่แยกจากกันเป็นเส้นเล็ก หมายถึง กลุ่มชนกลุ่มเล็กที่ยังรักใคร่ไปมาหาสู่กันตลอด นอกจากนี้ยังหมายถึง ความพลัดพราก ระหว่างพี่น้องไทดำในเวียดนาม และลาว กับไทยทรงดำในประเทศไทย หรือหมายถึง ความเป็นพี่น้องของ ไทย ลาว และเวียดนาม เส้นเล็กเส้นเดียว เรียกว่า ตาเดี่ยว เป็นลายที่สะท้อนให้เห็นถึงการถูกแยกหรือตัดขาด จากส่วนหนึ่งส่วนใด ซึ่งเปรียบเสมือนกับความเดียวดายของชาวไทดำที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน ส่วนเส้นหนาห่างกัน 2 เส้น เรียกว่า ตาหมู่ หรือ ตาคู่ ชาวไทดำเชื่อว่า เป็นลายที่สะท้อนให้เห็นถึงการถูกแยก หรือทำให้เกิดคู่ขนาน ซึ่งไม่มีโอกาสจะมาบรรจบกันได้ เวลาทอเสร็จจะมองไม่เห็นไหมสีแดงเลย (ประทับใจ สิกขา, 2552)

              การที่ผ้าซิ่นลายแตงโมใช้เส้นยืนสีแดงเป็นหลัก เส้นพุ่งเป็นสีดำหรือครามเข้มเกือบดำนั้น มีเรื่องราวอยู่ว่า ธรรมเนียมมาตั้งแต่โบราณกาล ผู้ชายที่เป็นสามีเป็นผู้นำของครอบครัวมีหน้าที่ออกจากบ้านไปเข้าป่าหักร้างถางพงให้เป็นแหล่งทำมาหากิน ทำไร่ ไถนา หาเผือก หามัน ปล่อยให้ภรรยาอยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน จนกว่าสามีจะกลับบ้าน สาวเจ้าจะนั่งทอผ้าไป ใจก็ประหวัดนึกถึงสามีที่เข้าป่าหลายวัน อันความรักความคิดถึงย่อมจะมีอยู่ในตัวของทุกคน มันวิ่งแล่นอยู่ทุกลมหายใจยิ่งกว่ากระสวยที่พุ่งผ่านเป็นเส้นขัดให้เป็นผืนผ้าในกี่ทอผ้าที่กำลังทออยู่ สาวเจ้าจึงใช้สีแดงย้อมเส้นยืนซึ่งเป็นสีใช้แทนหัวใจที่โหยหาอาวรณ์ในคนรักที่จากกัน ส่วนเส้นพุ่งใช้สีครามเข้มเกือบดำแทนตัวเอง ใช้ทอทับเป็นเส้นขัดให้เกิดเป็นเนื้อผ้า โดยซ่อนเส้นยืนสีแดงเอาไว้ เมื่อเวลานุ่งผ้าซิ่นลายแตงโมคอยสามี ยามต้องแสงแดด ความแวววับของเหลือบสีแดงสะท้อนออกมา เสมือนหนึ่งเป็นสื่อสัญญาณแห่งความรักที่มีต่อกัน แม้จะเห็นเพียงราง ๆ ก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อปกปิดความอายที่เป็นคุณสมบัติของหญิงสาวชาวไททรงดำโดยแท้

              ส่วนที่ 3 คือ “ตีนซิ่น” ด้ายเส้นยืนจะย้อมสีดำและสลับด้วยสีขาว หรือสีฟ้า ขนาดผ้าที่ทอได้จะมีความกว้างประมาณ 7.5 เซนติเมตร ด้ายเส้นพุ่งจะใช้ด้ายสีดำเมื่อทอออกมาแล้ว เนื้อผ้าจะเป็นสีดำและมีสีขาวอมฟ้าเป็นเส้น 2 เส้นอยู่ด้านซ้ายห่างกันประมาณ 0.5 เซนติเมตร ซึ่งจะเรียกลายเส้นนี้ว่า “ลายก้านกาง” “ลายประ” หรือ “ลายตากิ๊บ” และจะเป็นเส้นยาวตลอดความยาวของด้ายยืน เมื่อต้องการใช้ก็จะตัดเป็นท่อนๆ ความยาวมีขนาดเท่าความยาวของผืนผ้าซิ่นมาเย็บต่อกัน อยู่ตอนล่างของผืนผ้าซิ่น ถ้าสามีตายต้องเลาะตีนซิ่นนี้ออกเพื่อไว้ทุกข์” (การสื่อสารส่วนบุคคล, 20 มิถุนายน 2568) การนุ่งซิ่นใช้วิธีพับทบด้านหน้าทั้งซ้ายและขวาเข้าหากัน ให้ตีนซิ่นสูงประมาณครึ่งน่อง


-------------------

เรียบเรียงโดย นางสาววรรณชลี  กุลศรีไชย

ตรวจสอบข้อมูลโดย รศ.ทรงศักดิ์  ปรางค์วัฒนากุล

เรียบเรียงภาษาไทยโดย ผศ.ฐิติมา  วิทยาวงศรุจิ